การเทรดมีกี่ประเภท อะไรบ้าง? ที่เทรดเดอร์มือใหม่ต้องรู้
ในชีวิตคนเรามักมีสิ่งที่ถนัดหรือสิ่งที่เหมาะกับแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ถ้าเราถนัดหรือเหมาะกับการทำอะไรสักอย่าง เราก็จะทำมันออกมาได้ดี เช่น นาย A ถนัดการออกแบบ ก็ควรประกอบอาชีพเกี่ยวกับการออกแบบ ไม่ใช่เป็นหมอหรือนักแข่งรถ การเทรดก็เช่นเดียวกันครับ เนื่องจากการเทรดนั้นมีอยู่หลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีความเหมาะสมตามไลฟ์สไตล์ของคนเทรดที่แตกต่างกันออกไป
วันนี้ Thaiforexreview จะพาทุกคนมารู้จักกับประเภทการเทรดในตลาด Forex ว่ามีกี่ประเภท อะไรบ้าง? แล้วแต่ละประเภทนั้นเหมาะกับใคร ใครควรเทรดประเภทไหน? แล้วทำไมการกำหนดประเภทการเทรดให้กับตัวเองถึงสำคัญ สามารถติดตามได้ในบทความนี้ครับ
การเทรดคืออะไร?
การเทรด คือ การซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาด การเทรดสามารถเทรดได้กับทุกตลาดการเงินทั่วโลก ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนกับตลาดการเงินต่าง ๆ ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และเป้าหมายของแต่ละเทรดเดอร์ครับ
โดยการเทรดที่ว่านี้ เป็นการเทรดแบบ CFD (Contract For Difference) หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่าง ซึ่งสามารถทำกำไรได้จากตลาดขาขึ้นและตลาดขาลง และยังมีเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อขายที่เรียกว่า Leverage
ทำไมเทรดเดอร์ควรทราบว่า การเทรดมีกี่ประเภท?
เทรดเดอร์มือใหม่หลาย ๆ คน เทรดขาดทุนอยู่ตลอดเพราะ 'เลือกรูปแบบการเทรดที่ผิด' บางคนเหมาะกับการเทรดยาว กลับไปเทรดสั้น บางคนเหมาะกับการเทรดแบบเทคนิคอล แต่ไปเทรดด้วยปัจจัยพื้นฐาน เช่น นาย A เป็นพนักงานประจำที่ชอบเทรดสั้น โดยเทรดในเวลางาน ซึ่งไม่ได้มีเวลานั่งเฝ้ากราฟได้ทั้งวัน ทำให้ไม่สามารถโฟกัสกับการเทรดได้เต็มที่ และอาจจะส่งผลให้เสียทั้งเงินและงานได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจตัวเอง ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบการเทรดครับ
การเทรดมีกี่ประเภท?
การเทรดสามารถแบ่งได้หลายประเภทจากระยะเวลา (Time Frame) และรูปแบบการวิเคราะห์ โดยทาง Thaiforexreview ได้รวมประเภทการเทรดมาทั้งหมด 5 รูปแบบ ดังนี้
1. การเทรดรูปแบบ Scalping Trade |
Scalping Trade คือ การเทรดระยะสั้น โดยถือสินทรัพย์เพียงไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง เพื่อทำกำไรทีละเล็กน้อย แต่จะออกออเดอร์หลายครั้งเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งการเทรดนี้ เทรดเดอร์ต้องมีความเข้าใจการวิเคราะห์ทางเทคนิคค่อนข้างมาก และการเทรดรูปแบบ Scalping จะเน้นอัตราการชนะที่สูง แต่อัตรากำไรต่อขาดทุน (Risk Reward Ratio) จะค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ประมาณ 1:1 หรือ 1:2 เท่านั้น
การเทรดแบบ Scalping เหมาะกับใคร?
รูปแบบ Scalping เหมาะกับบุคคลที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
- มีเวลาว่างค่อนข้างมาก
- เข้าใจการวิเคราะห์ทางเทคนิคขั้นสูง
- สามารถรับแรงกดดันและความเครียดได้ดี
- มีแผนการเทรดชัดเจนและมีวินัยสูง
ตัวอย่างการเทรดรูปแบบ Scalping
อ่านบทความ Scalping Trade ฉบับเต็ม
2. การเทรดรูปแบบ Day Trade |
Day Trade คือ การเทรดจบภายในหนึ่งวัน โดยจะไม่มีการถือออเดอร์ข้ามวัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในช่วงที่ไม่ได้เฝ้ากราฟ หรือความเสี่ยงจากค่าธรรมเนียมในการถือออเดอร์ข้ามคืน (Swap) ที่ส่งผลให้กำไรลดลงได้ครับ ซึ่งการเทรดรูปแบบ Day Trade นั้น สามารถทำได้ทั้งถือไม้เดียวตลอดทั้งวัน หรือหลาย ๆ ไม้ในระหว่างวันได้เช่นกันครับ และการเทรดรูปแบบนี้ จะมีอัตราการชนะที่น้อยกว่าการเทรดแบบ Scalping เนื่องจากว่า การเทรดนี้ จะหวังการทำกำไรจากการเคลื่อนที่ของกราฟในระยะที่ยาวมากกว่า และมีการถือออเดอร์ที่นานกว่าครับ แต่ก็จะมีอัตรากำไรต่อขาดทุนเพิ่มมากขึ้นเช่นกันครับ
การเทรดแบบ Day Trade เหมาะกับใคร?
รูปแบบ Day Trade เหมาะกับบุคคลที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
- ไม่ได้มีเวลามาก เช่น พนักงานประจำ
- เข้าใจการวิเคราะห์ทางเทคนิคในระดับนึง
- สามารถรับความกดดันในการเทรดได้ในระดับนึง
ตัวอย่างการเทรดรูปแบบ Day Trade
3. การเทรดรูปแบบ Swing Trade |
Swing Trade คือ การเทรดตามรอบการแกว่งตัวของราคา ธรรมชาติของราคาจะมีการเคลื่อนที่เป็นการแกว่งตัว โดยเทรดเดอร์จะใช้ประโยชน์จากการแกว่งตัวเป็นโอกาสในการทำกำไรครับ เช่น เมื่อราคาจบการแกว่งตัวในขาลงและกำลังจะเป็นรอบเป็นขาขึ้น เทรดเดอร์จะหาจังหวะในการ Buy เพื่อเล่นตามรอบ Swing ขาขึ้นนั่นเองครับ โดยการเทรดรูปแบบนี้จะมีอัตราการชนะประมาณ 50% เท่านั้น แต่อัตรากำไรต่อขาดทุนจะค่อนข้างสูงครับ
การเทรดแบบ Swing Trade เหมาะกับใคร?
รูปแบบ Swing Trade เหมาะกับบุคคลที่มีลักษณะดังนี้
- ไม่ได้มีเวลาว่างมาก ๆ
- มีความเข้าใจโครงสร้างของราคา
- เน้นการทำกำไรในระยะกลาง
ตัวอย่างการเทรดรูปแบบ Swing Trade
อ่านบทความ Swing Trade ฉบับเต็ม
4. การเทรดรูปแบบ Momentum Trade |
Momentum Trade คือ การเทรดตามแนวโน้มราคาตลาด โดยพึ่งพา Momentum ของราคาเพื่อทำกำไรเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงตลาด Sideway เช่น เมื่อราคาเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน เทรดเดอร์จะหาจังหวะเข้า Buy เพื่อติดตาม Momentum ของราคาดังกล่าว ซึ่งการเทรดนี้มีอัตราการชนะลดน้อยลงมาจาก Day Trade เพราะว่ามีการถือออเดอร์ในระยะที่ไกลกว่าและยาวนานกว่า แต่ก็ส่งผลให้อัตรากำไรต่อขาดทุนเพิ่มสูงยิ่งขึ้นตามระยะกำไรที่คาดหวังนั่นเองครับ
การเทรดแบบ Momentum Trade เหมาะกับใคร?
รูปแบบ Momentum Trade เหมาะกับบุคคลที่มีลักษณะดังนี้
- ไม่ได้มีเวลาว่างมาก ๆ
- มีความเข้าใจการวิเคราะห์ทางเทคนิคเล็กน้อย
- ไม่ชอบความยุ่งยากในการวิเคราะห์กราฟ
- เน้นการทำกำไรในระยะกลาง-ยาว
ตัวอย่างการเทรดรูปแบบ Momentum Trade
5. การเทรดรูปแบบ Position Trade |
Position Trade คือการเทรดที่คล้ายการลงทุน โดยเทรดเดอร์วิเคราะห์หาจุดเข้าที่คุ้มที่สุด เพื่อถือออเดอร์นี้ในระยะยาว อาจเป็นเดือนหรือปี แต่การเทรดนี้ต้องใช้ต้นทุนในการเทรดสูง เพื่อรับความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาได้นั่นเองครับ ซึ่งการเทรดนี้มีอัตราการชนะที่ต่ำมาก ๆ ครับ เนื่องจากระยะทำกำไรที่ไม่ได้ชัดเจน และต้องอาศัยข้อมูลจากปัจจัยพื้นฐานเป็นส่วนมาก เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของราคาในระยะยาว แต่อัตรากำไรต่อขาดทุนของการเทรดนี้จะสูงที่สุดครับ
การเทรดแบบ Position Trade เหมาะกับใคร?
รูปแบบ Position Trade เหมาะกับบุคคลที่มีลักษณะดังนี้
- ไม่ได้มีเวลามาก
- มีความเข้าใจการวิเคราะห์ทางเทคนิคในระดับนึง
- มีความเข้าใจโครงสร้างของราคา
- เข้าใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานเป็นอย่างดี
- บุคคลที่มีเงินทุนค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องถือออเดอร์ยาวหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนที่สูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
ตัวอย่างการเทรดรูปแบบ Position Trade
สรุปประเภทการเทรด
จากที่กล่าวทั้งหมด ละประเภทการเทรดนั้น มีความแตกต่างและความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่เทรดเดอร์ควรจะทราบว่า ณ เวลานี้เทรดเดอร์ควรเทรดในประเภทไหน เพื่อให้ประสิทธิภาพในการเทรดออกมาดีที่สุดและไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันครับ
อย่างไรก็ตาม การเทรดยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ เทรดเดอร์ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับตลาดที่เทรดอยู่ตลอดเวลาครับ ทาง Thaiforexreview หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อเทรดเดอร์ไม่มากก็น้อยนะครับ หากต้องการศึกษาความรู้เกี่ยวกับการเทรดเพิ่มเติม หรือกำลังหาโบรกเกอร์เทรด Forex อยู่ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามหัวข้อด้านล่างหรือจากเว็บไซต์นี้ได้เลยครับ
หากคุณมีความสนใจในเรื่องของการลงทุนเหมือนกันกับผม
สามารถติดตามความรู้เกี่ยวกับ Forex ได้ทางเว็บไซต์ www.thaiforexreview.com
ติดตามความเคลื่อนไหวและการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Thaiforexreview
ติดตามข่าวสารการลงทุนและบทวิเคราะห์ฟอเร็กซ์ได้ที่ Forex Analysis
อ่านบทความสาระดี ๆ ได้ที่ Blogs
อ่านรีวิวโบรกเกอร์ยอดนิยมได้ที่ Top Brokers